กว่าจะรู้เดียงสา! นี่คือเรื่องราวของ 'อะลาดินฯ ฉบับดิสนีย์' ที่เพิ่งสังเกตเห็นเมื่อเราไม่ใช่เด็กอีกแล้ว []

วิว

กว่าจะรู้เดียงสา!
นี่คือเรื่องราวของ 'อะลาดินฯ ฉบับดิสนีย์'
ที่เพิ่งสังเกตเห็นเมื่อเราไม่ใช่เด็กอีกแล้ว


สวัสดีน้องๆ ชาวเด็กดีทุกคนค่ะ พี่แนนนี่เพนเชื่อว่าตอนที่เรายังเด็ก เราน่าจะรู้จักหรือเคยได้ยินเรื่องราวของ 'อะลาดินกับตะเกียงวิเศษ' กันมาบ้างแล้ว เพราะถือเป็นหนึ่งในนิทานที่มีคนรู้จักมากที่สุดจากหนังสือเรื่องอาหรับราตรีอันโด่งดัง ซึ่งอะลาดินฯ เป็นเรื่องของชายหนุ่มคนหนึ่งที่เผลอลูบตะเกียงวิเศษจนมีเจ้ายักษ์จินนี่ปรากฎตัวออกมาพร้อมกับการขอพรได้สามข้อ.. โดยชายหนุ่มที่ชื่อว่า "อะลาดิน" ถือเป็นพระเอกที่มีลักษณะคล้ายฮีโร่ออกผจญภัยในโลกกว้าง แต่เขาก็ยังไม่ใช่ฮีโร่จริงๆ อยู่ดี แถมยังโชคดีได้เป็นเจ้าชายคู่กับเจ้าหญิงจัสมินตามที่ดิสนีย์ได้นำเสนอเรื่องราว แต่ถึงยังไงก็ไม่ใช่เจ้าชายจริงๆ อีกนั่นแหละ.. ตอนเรายังเด็กเราอาจจะมองว่านี่คือนิทานแฟนตาซีผจญภัยที่เจ้าชายฝ่าฟันอุปสรรคจนได้ครองรักกับเจ้าหญิง ซึ่งจริงๆ แล้วอะลาดินฯ ฉบับดิสนีย์ได้แฝงเรื่องราวต่างๆ ไว้มากมายเกินกว่าเราในวัยเด็กจะเข้าใจ วันนี้พี่เลยอยากชวนน้องๆ มาทำความรู้จักกับอะลาดินฯ กันอีกครั้งในวันที่เราไม่เด็กกันอีกแล้ว..    
 
กว่าจะรู้เดียงสา! นี่คือเรื่องราวของ 'อะลาดินฯ ฉบับดิสนีย์' ที่เพิ่งสังเกตเห็นเมื่อเราไม่ใช่เด็กอีกแล้ว
 

อะลาดินกับตะเกียงวิเศษฉบับดิสนีย์ = HAPPY ENDING 

จริงๆ แล้วต้นฉบับนิทานเรื่องอะลาดินฯ มีมากมายนับไม่ถ้วน เช่น ความบันเทิงอาหรับราตรี (The Arabian Nights Entertainment) โดย Andrew Lang, อะลาดินกับตะเกียงวิเศษ (Aladdin and the Wonderful Lamp) และพรมวิเศษ (The Flying Carpet) โดย Marcia Brown และ อาหรับราตรี (One Thousand and One Nights ) โดย Brian Alderson and Michael Foreman เป็นต้น แต่ที่คนนิยมเล่าคล้ายๆ กันและเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายคือเรื่อง 'อะลาดินกับตะเกียงวิเศษ' ที่ดัดแปลงเรื่องราวมาจากนิทานอาหรับอมตะเรื่อง 'อาหรับราตรี' ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมเรื่องเล่านับพันเรื่องจากผู้แต่งจำนวนมาก โดยเรื่องราวของอะลาดิน ถือเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุด และไม่ทราบว่าใครเป็นผู้แต่ง แต่มีการรวบรวมเรื่องราวออกมาตีพิมพ์ครั้งแรกในศตวรรษที่ 18 โดยชาวฝรั่งเศส
 
ในฉบับดิสนีย์ อะลาดินกับตะเกียงวิเศษ เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มยากจนคนหนึ่งที่ชื่อ "อะลาดิน" เขาใช้ชีวิตด้วยการขโมยเล็กขโมยน้อยในเมืองอัคราบาเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ จนวันหนึ่งชายหนุ่มได้ใกล้ชิด "เจ้าหญิงจัสมิน" ที่แอบหนีการแต่งงานออกมานอกวัง เขาตกหลุมรักและอยากคู่ควรกับเจ้าหญิง จนกระทั่งอะลาดินได้ผจญภัยเข้าไปในถ้ำวิเศษที่มีทรัพย์สมบัติมากมาย และเผลอลูบตะเกียงวิเศษจนเกิดกลุ่มควันจำนวนมากขึ้นมาพร้อมกับการปรากฎกายของยักษ์วิเศษที่ชื่อ "จินนี่" อะลาดินได้รับพรวิเศษจากยักษ์จินนี่สามข้อ และเขาก็เลือกที่จะไปอยู่ใกล้ชิดกับหญิงสาวที่เขารัก แต่เรื่องราวกลับไม่ง่ายเพียงเพราะมีเวทย์มนตร์ มีตัวร้ายที่ชื่อ "จาฟาร์" ต้องการครอบครองทั้งเจ้าหญิงจัสมินและเมืองอัคราบาอยู่ อะลาดินจึงต้องต่อสู้กับจาฟาร์เพื่อปกป้องเจ้าหญิงและเมืองที่เขาอาศัยอยู่ โดยในตอนจบของดิสนีย์แน่นอนว่าพระเอกต้องชนะตัวร้ายอยู่แล้ว อะลาดินกับเจ้าหญิงขี่พรมขึ้นฟ้าชมเมือง จบแบบแฮปปี้ตามฉบับดิสนีย์ ซึ่งต่างจากอะลาดินในนิทานอาหรับราตรีที่อะลาดินต้องพลาดท่าระหว่างการต่อสู้และเสียชีวิตในที่สุด 
 

มองอะลาดินฯ ฉบับดิสนีย์ ด้วยสายตาของเด็กที่โตแล้ว

อะลาดินฯ ฉบับดิสนีย์เป็นเรื่องราวการผจญภัยที่น่าตื่นเต้นและน่าอิจฉาสุดๆ เพราะเราทุกคนอยากมีตะเกียงวิเศษเอาไว้ขอพรบ้าง ซึ่งถ้าใครเคยดูภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องนี้ จะเข้าใจเรื่องราวมากยิ่งขึ้นแน่นอน ว่าสิ่งที่ดิสนีย์นำเสนอให้เราในวัยเด็กนั้น กับความจริงที่เรามองเห็นในวันนี้ ต่างกันมากแค่ไหน และนี่คือ 10 เรื่องที่เราในวัยเด็กไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน 
 
กว่าจะรู้เดียงสา! นี่คือเรื่องราวของ 'อะลาดินฯ ฉบับดิสนีย์' ที่เพิ่งสังเกตเห็นเมื่อเราไม่ใช่เด็กอีกแล้ว
 
1. คนจำนวนมากต้องตายด้วยวิธีที่น่ากลัว 
พอกลับมาสังเกตอีกครั้ง เราจะเห็นว่าอะลาดินฯ ฉบับดิสนีย์ฆ่าคนจำนวนมากด้วยวิธีที่น่ากลัวแต่ถูกกลบด้วยฉากที่สวยงาม เช่น ในเพลง "One Jump Ahead" มีชายคนหนึ่งถูกเสียบด้วยเหล็กเพราะถูกชายคนหนึ่งนั่งทับ มีคนถูกวางดาบพาดคอและถูกทุบจนสลบไป รวมถึงมีทหารหลายคนรวมถึงชาวบ้านถูกลูกหลงระหว่างการต่อสู้จนตาย นี่เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับการโฆษณาของดิสนีย์ที่โปรยเอาไว้ว่าเป็นหนังสำหรับเด็กแน่นอน   
 
2. ทหารใช้กำลังจำนวนมากเพื่อจับกุมอะลาดิน
ในช่วงเพลง "One Jump Ahead" เกิดการไล่ล่าอะลาดินตามท้องถนนโดยทหารนับร้อยนายตามคำสั่งของจาฟาร์ จนเกิดความชุลมุนวุ่นวาย ซึ่งดูเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับเด็กๆ ที่ทหารดูโง่ และวิ่งวุ่นไปทั่ว ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นจริง มันคงไม่ใช่เรื่องสนุกและเรื่องตลกแน่นอน เพราะอาจเกิดอาชญากรรมขึ้นในเมืองได้ 
 
กว่าจะรู้เดียงสา! นี่คือเรื่องราวของ 'อะลาดินฯ ฉบับดิสนีย์' ที่เพิ่งสังเกตเห็นเมื่อเราไม่ใช่เด็กอีกแล้ว
 
3. ไม่มีทหารตามหาเจ้าหญิงที่หายไป
น่าแปลกที่มีกองกำลังจำนวนมากไล่ล่าอะลาดินแต่ไม่มีกองกำลังตามหาเจ้าหญิงเลย เรื่องราวตอนที่เจ้าหญิงหายไปจากวัง คนในวังรับรู้แต่ไม่มีคำสั่งหรือทหารคนใดออกตามหาเจ้าหญิงเลย จนกระทั่งทหารที่ไล่ล่าอะลาดินไปพบเจ้าหญิงเข้า แสดงให้เห็นว่าดิสนีย์ไม่ได้นำเสนอให้เห็นถึงความสำคัญของลำดับชั้นวรรณะของเจ้าหญิงเลย มุ่งแต่นำเสนอการตามล่าอะลาดินเป็นสำคัญ
 
กว่าจะรู้เดียงสา! นี่คือเรื่องราวของ 'อะลาดินฯ ฉบับดิสนีย์' ที่เพิ่งสังเกตเห็นเมื่อเราไม่ใช่เด็กอีกแล้ว
 
4. อะลาดินกับเจ้าหญิงจัสมินต่างโตขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยว
อะลาดินเป็นเด็กกำพร้าที่เติบโตมาด้วยตัวเอง เขามีเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวคือลิง ซึ่งทำให้เกิดความสงสัยขึ้นมาว่าเขาสื่อสารด้วยภาษาใด และใช้ชีวิตอย่างไรในเมืองอัคราบา ขณะที่เจ้าหญิงจัสมินเป็นเหมือนนกน้อยที่ถูกขังอยู่ในกรง เธอไม่มีเพื่อนในวัยเดียวกันเลย มีเพียงเสือโคร่งเท่านั้นที่เป็นดังเพื่อนสนิทของเธอ ซึ่งทำให้เกิดคำถามขึ้นมาอีกว่าเธอเติบโตมาแบบไหนกับสัตว์เลี้ยงของเธอ เช่นเดียวกับอะลาดิน ทำไมทั้งคู่ถึงเติบโตขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยวพร้อมกับสัตว์ ทำไมตัวเอกของเราถึงไร้ครอบครัว?
 
5. ความรักคือการหลอกลวง?
อะลาดินกับเจ้าหญิงจัสมินพบรักกันในขณะที่ทั้งคู่ยังเด็ก และเป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านวัย เจ้าหญิงจัสมินอายุ 16 ปี ถูกครอบครัวซึ่งก็คือสุลต่านกดดันในเรื่องของการแต่งงานจนต้องหนีออกจากวัง เจ้าหญิงตกหลุมรักอะลาดินวัย 18 ปี ในเวลา 0.5 วินาทีในตลาดกลางเมือง จากนั้นอะลาดินได้หลอกลวงเจ้าหญิงว่าเขาคือเจ้าชายอาลี และลงมือจีบเธอด้วยการโกหกเพื่อให้เธอชอบ ความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ เราจะชอบผู้ชายที่หลอกเรา และแกล้งทำตัวเป็นคนอื่นสำหรับเราไหม ดิสนีย์กำลังสอนให้เรารู้จักความรักในแง่มุมไหนกันแน่นะ
 
กว่าจะรู้เดียงสา! นี่คือเรื่องราวของ 'อะลาดินฯ ฉบับดิสนีย์' ที่เพิ่งสังเกตเห็นเมื่อเราไม่ใช่เด็กอีกแล้ว
 
6. เจ้าหญิงจัสมินคือวัยรุ่นที่ขาดอิสระ 
เราต่างรู้กันดีว่าเจ้าหญิงจัสมินคือความแตกต่างที่ผิดแผกจากเจ้าหญิงทั่วๆ ไป เธอสดใส มีชีวิตชีวา และมีพลังของความกล้าหาญ แต่เรื่องราวกลับเล่าให้เธอเป็นเพียงสิ่งของที่โยกย้ายไปมาตามความต้องการเท่านั้น เราจะเห็นได้ว่าตั้งแต่แรกเริ่ม เธอถูกเลี้ยงดูอย่างไข่ในหิน และถูกกำหนดชะตาชีวิตไว้แล้ว องค์สุลต่านพ่อของเธอไม่ยอมรับความคิดเห็นของเธอ และเธอถูกจับตามองโดยจาฟาร์ ทำให้ชีวิตของเธอหยุดนิ่งและขาดการใช้ชีวิต ซึ่งในมุมมองของเด็กจะรู้สึกว่าเจ้าหญิงมีแต่ความสบาย เพราะมีข้ารับใช้คอยดูแล แต่ในขณะเดียวกัน นี่คือสิ่งที่วัยรุ่นที่กำลังเติบโตกำลังโหยหา ซึ่งก็คืออิสระนั่นเอง
 
7. การหนีออกจากวังไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด 
จากข้อ 6. เจ้าหญิงขาดอิสระจริง แต่เธอไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการหนีออกจากวัง เพราะชีวิตของเธอนั้นสุขสบายกว่าคนอื่นมาก เธอบ่นเกี่ยวกับทุกอย่างในชีวิตของเธอ แต่สิ่งที่เธอบ่นนั้นคือสิ่งที่สอนให้เธอเติบโตขึ้นมา ซึ่งจริงๆ แล้วอาจสื่อความหมายถึงครอบครัวที่คอยพร่ำสอนในเรื่องเดิมๆ บ่อยครั้ง จนหลายคนรู้สึกไม่อยากฟังนั่นเอง แต่สุดท้ายก็เป็นครอบครัวของเจ้าหญิงที่ยอมเปลี่ยนกฎเพื่อให้เจ้าหญิงได้แต่งงานกับชายหนุ่มธรรมดา นี่แสดงให้เห็นว่าจริงๆ แล้วครอบครัวรักเรา และเราไม่ควรหันหลังให้ครอบครัว 
 
8. อะลาดินคือคนที่เห็นแก่ตัว
เราจะเห็นข้อนี้ชัดเจนที่สุดเมื่อเขาขอพรวิเศษจากยักษ์จินนี่ สิ่งที่เขาขอในสองข้อแรกนั้นล้วนทำเพื่อเขาตัวเอง อีกทั้งยังเป็นการหลอกลวงคนที่เขารักอีกด้วย สุดท้ายเขาต้องทำการต่อสู้เพื่อปกป้องเจ้าหญิงและบ้านเมือง เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้องค์สุลต่านเห็นและยอมรับ ซึ่งนี่ก็ถือเป็นการทำเพื่อตัวเองเช่นกัน ลักษณะนิสัยของอะลาดินอาจจะได้มาจากลิงของเขาที่มีนิสัยเช่นเดียวกัน คือ ทำเพื่อตัวเอง ทั้งอาหารการกินและการไม่ยุ่งเกี่ยวช่วยเหลือผู้อื่น 
 
กว่าจะรู้เดียงสา! นี่คือเรื่องราวของ 'อะลาดินฯ ฉบับดิสนีย์' ที่เพิ่งสังเกตเห็นเมื่อเราไม่ใช่เด็กอีกแล้ว
 
9. ยักษ์จินนี่กับความเพ้อฝัน
ยักษ์จินนี่จากตะเกียงวิเศษสามารถดลบันดาลสิ่งใดก็ได้ตามที่เจ้านายปรารถนา แต่มีข้อยกเว้นเกี่ยวกับพรที่จะขอ คือ ยักษ์จินนี่ไม่สามารถให้พรเพื่อเปลี่ยนแปลงจิตใจคนได้นั่นเอง สิ่งที่เราสามารถขอยักษ์จินนี่ได้คือ สิ่งของที่เป็นรูปธรรม เช่น เสื้อผ้า ข้าวของ เงินทอง พระราชวัง ฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถมองเห็นได้เท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวตนจากคนดีเป็นคนไม่ดี หรือทำให้เกิดในตระกูลขุนนางก็ไม่ได้เช่นกัน ดังนั้น อะลาดินจึงไม่ใช่เจ้าชาย เขาเพียงมีรูปลักษณ์เหมือนเจ้าชายตามพรของยักษ์จินนี่เท่านั้น และในมุมมองของเด็ก นิทานเรื่องนี้กำลังสอนให้เด็กๆ เพ้อฝันด้วยการขอพร โดยไม่ลงมือพยายามไขว่คว้าด้วยตัวเอง
 
10. ตัวร้ายที่สมบูรณ์แบบ
จาฟาร์คือตัวร้ายที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน เขาสามารถควบคุมองค์สุลต่านได้แล้ว แต่เขาก็ยังไม่พอใจ ในคราแรกเขาหวังเพียงแต่งงานเพื่อครองอาณาจักร แต่เมื่ออะลาดินมีของวิเศษเป็นยักษ์จินนี่ เขาจึงปรารถนาจะได้มาครอบครอง และท้ายที่สุด เขาโลภมากจนขอพรให้ตัวเองกลายเป็นยักษ์จินนี่เพราะคิดว่าตนจะสามารถใช้เวทย์มนตร์ได้ตามใจ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะยักษ์จินนี่ไม่สามารถเสกของได้ตามใจ เขาเชื่อฟังคนที่ปลดปล่อยเขาออกจากตะเกียงเท่านั้น สุดท้ายจาฟาร์ก็ต้องทนทุกข์อยู่ในตะเกียง และรอฟังคำสั่งจากผู้อื่น ซึ่งในมุมมองของเด็ก หลายๆ คนอาจจะเกลียดจาฟาร์เพราะเขาโหดร้าย และทำให้ตัวเอกต้องลำบาก แต่หากลองมองดูให้ดี เราจะเห็นว่าจาฟาร์คือตัวร้ายที่สมบูรณ์แบบ เขามีความคิดและวางแผนมาอย่างดี เขาไม่แพ้ให้ใคร แต่เขาแพ้ความต้องการของตัวเองเท่านั้น 
 

กว่าจะรู้เดียงสา! นี่คือเรื่องราวของ 'อะลาดินฯ ฉบับดิสนีย์' ที่เพิ่งสังเกตเห็นเมื่อเราไม่ใช่เด็กอีกแล้ว
 
จุด จุด จุด เป็นยังไงกันบ้าง อึ้งเลยใช่ไหมล่ะ สงสัยเหมือนกันว่าตอนเด็กๆ เรามองเรื่องราวเหล่านี้ด้วยความรู้สึกแบบไหน ตอนนั้นเราคงมองแค่ว่ามันสนุกและน่าตื่นเต้นดี เราคงเอาใจช่วยพระเอกให้กำจัดตัวร้ายได้สำเร็จโดยมองข้ามการกระทำอันโหดร้าย เพื่อรอคอยความสุขและความสำเร็จของพระเอกเท่านั้น.. แต่พอได้มามองเรื่องราวเหล่านี้ในวันที่เราเติบโตแล้ว นอกจากความโหดร้ายที่ดิสนีย์แฝงเอาไว้ พี่คิดว่าอะลาดินก็มีข้อคิดดีๆ อย่างเช่น การทำเพื่อผู้อื่นและไม่เห็นแก่ตัวอยู่ค่ะ ตะเกียงวิเศษเปรียบเสมือนความเพ้อฝันที่เราทุกคนอยากมี เห็นได้จากที่อะลาดินขอพรเพื่อตัวเองไปถึงสองข้อ  แต่พรข้อสุดท้ายเป็นการแสดงให้เห็นว่าเราควรทำเพื่อผู้อื่นบ้าง เช่น การปล่อยยักษ์จินนี่เป็นอิสระนั่นเอง ดังนั้น ถ้าน้องๆ อ่านมาจนถึงตอนนี้ แสดงว่าเราทุกคนโตพอจะรู้เดียงสาแล้วค่ะ ^^
 
พี่แนนนี่เพน
 
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก 
Deep Sound แสดงความรู้สึก
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nannypen

พี่แนนนี่เพน - ผู้เขียน

สาวเหนือที่มีความสุขกับการเขียนนิยาย และเชื่อว่านิยายให้อะไรดีๆ กับสังคมเสมอ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #อะลาดินกับตะเกียงวิเศษ #อาหรับราตรี #เจ้าหญิงจัสมิน #ดิสนีย์ #Disney

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป