การเลือกถอยออกมาจากการถกเถียงที่เห็นเค้าลางซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้งแตกหักในอนาคต ถือเป็นการกระทำที่ผิดไหมคะ? [ยินดีให้แชร์]

วิว
เรามีคำถามอยากจะมาถามความคิดเห็นกันหน่อยน่ะค่ะ สามคำถามด้วยกัน

คำถามข้อที่หนึ่ง - สมมติว่าเราอยู่ในกลุ่ม ๆ หนึ่ง ( สเกลเล็กหน่อยก็อาจจะเพื่อนร่วมทีมทำงานโปรเจกต์ ) แล้วมีสถานการณ์ประมาณว่าเรา และสมาชิกอีกคนมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ทีนี้ความเห็นที่ต่างกันที่ว่าอาจจะเป็น...ตัวอย่างนะคะ เราเห็นว่าใช้สีดำเป็นภาพพื้นหลังในงานโปรเจกต์ดีสุด ในขณะที่สมาชิกอีกคนคิดว่าสีขาวดีกว่า ทีนี้มันก็นำไปสู่การถกเถียงว่าใช้สีไหนดีกว่ากันขึ้นมา แต่ว่า...หลังถกเถียงไปสักพัก เราเริ่มมองเห็นเห็นเค้าลางแล้วว่าอีกคนเขาน่าจะหัวร้อน และถ้าไม่หยุดเถียงกันตั้งแต่ตอนนี้ อาจจะนำไปสู่การทะเลาะกันหนักแล้วเกิดการขัดแย้งรุนแรงและแตกหักในภายหน้า เราซึ่งตระหนักได้ถึงข้อนี้ในเวลานั้น เลยเลือกที่จะถอยออกมาก่อน ( เพื่อควบคุมสติตัวเอง และรอให้อีกฝ่ายเย็นก่อน ) ถามว่าเราตัดสินใจผิดหรือเปล่าคะ?

คำถามข้อที่สอง - ถ้าเราต้องร่วมงานในกลุ่มที่มีคนที่เขาไม่ชอบเราอยู่ การเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการปะทะกับคน ๆ นั้นให้มากที่สุด ( เพราะเรารู้ว่าถ้าปะทะกันมันไม่ใช่จะมีแค่คนสองคนที่ได้รับผลกระทบ แต่คนอื่น ๆ ในกลุ่ม สร้างบรรยากาศที่ไม่ดีในกลุ่มไปอีก ) และเลือกที่จะอยู่อย่างเงียบ ๆ และสงบ ไม่สร้างความเดือดร้อนหรือหาเรื่องทะเลาะกับเขา ถือเป็นการกระทำที่ผิดไหมคะ?

คำถามที่สาม - หากเราอยู่ในบทสนทนาที่จริงจัง และเกิดความไม่เห็นด้วยขึ้นมาของผู้ที่สนทนา เราคิดว่าการอธิบายเหตุผลของความที่ว่าทำไมเราถึงไม่เห็นด้วย และรับฟังว่าทำไมอีกฝ่ายไม่เห็นด้วย ถือเป็นการกระทำของคนที่มีวุฒิภาวะ และให้เกียรติคู่สนทนา ( โดยที่ใช้เหตุและผลในการคุยเพื่ออธิบายอย่างใจเย็นและสุภาพ ) แต่คู่สนทนากับตัดบทหรือหนีบทสนทนานั้นไปโดยไม่ยอมเคลียร์ให้จบ เราจะเรียกการกระทำนี้ว่าไร้มารยาทได้ไหมคะ? และเราควรรู้สึกแย่ไหมที่อีกฝ่ายทำแบบนี้?

ทั้งสามคำถามนี้มีประโยชน์มากต่อนิยายเรื่องที่เรากำลังเขียนอยู่ค่ะ ต้องการหาความสมเหตุสมผลอย่างมากที่สุดให้กับการกระทำของตัวละคร ขอบคุณสำหรับทุกคำตอบล่วงหน้านะคะ
ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

15 ความคิดเห็น

    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      1- ผมว่าไม่ผิดนะ มันเป็นวิธีการอยู่ร่วมกันของมนุษย์

      2- เหมือนข้อ 1 แต่เป็นผมคงไม่อยากอยู่ร่วมกับคนไม่ชอบขี้หน้าอยู่แล้ว

      3- เสียมารยาทมากครับ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      1.ไม่

      2.ไม่

      3.ไร้มารยาท ไม่ควร

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #3
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ในชีวิต ต้องอยู่กับคนที่ทั้งชอบเรา ชังเรา และเฉยๆกับเรา


      ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ....การนิ่งดูและเป็นทางออกที่ดี


      แต่ก็แล้วแต่การตัดสินใจในแต่ละสถานการณ์อยู่ดี......

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #4
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ขอตอบรวมๆนะคะ

      ไม่ผิดที่จะถอยออกมาเมื่อเล็งเห็นแล้วว่าจะเกิดความขัดแย้ง

      การหลีกเลี่ยงนับว่าดี แต่ไม่อาจใช้ได้ตลอดไปถ้ายังคงต้องร่วมงานกันอีกในอนาคต

      เรียกว่าไร้มารยาทได้ค่ะ การรู้สึกแย่นับว่าเป็นเรื่องธรรมดา


      เมื่อมนุษย์อยู่รวมกัน ไม่ว่าจะมากหรือน้อย

      มันก็คือสังคมหนึ่งๆ

      การทำงานร่วมกัน ความเห็น/ความคิดที่แตกต่างย่อมเกิด

      แต่ไม่ควรแตกแยก

      คนเราต้องมีการให้เกียรติซึ่งกันและกัน

      ต้องใจกว้างที่จะรับฟังความเห็นต่าง

      ที่สำคัญคือ ต้องควบคุมอารมณ์ให้ได้

      ไม่ว่าจะไม่ชอบใจมากแค่ไหนก็ตาม

      แต่มันร้อยพ่อพันแม่

      การเลี้ยงดูแตกต่าง

      บางครั้งคงต้องทำใจ

      บางคนทำมานานจนเป็นนิสัย(สันดาน)


      ทุกคนมีความคิดเป็นของตัวเอง

      อันนี้ต้องจำไว้ให้ดี

      แน่นอนว่า การสร้างตัวละครขึ้นมา

      มันต้องคามแตกต่างของบุคลิกแต่ละตัวอยู่แล้ว

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #5
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      รวม ๆ เลยนะครับ


      เรื่องนี้แม้แต่ในชีวิตจริงของการทำงานก็มีโอกาสเจอบุคคลที่ทำตัวแบบที่ว่าไม่น้อยเลยล่ะ

      ซึ่งถ้าเป็นงานที่เลี่ยงไม่ได้จริง สิ่งที่เราควรทำคือปล่อยวางเรื่องส่วนตัวไปก่อนเลย แล้วเอางานเป็นที่ตั้งครับ มันจะลดอคติลงไปได้


      ทีนี้ในการทำงาน โดยเฉพาะงานที่ไม่ได้มีคำตอบเดียว ก็ควรมองคำตอบที่ใช่ที่สุดครับ ต่อให้อีกฝ่ายไม่ชอบ ก็ควรคุยให้จบ หรือไม่งั้นก็ทำให้ชัดเจนว่าถ้ามีปัญหาขึ้นมาเพราะทางนั้นยืนยันคำตอบตัวเอง เขาต้องพร้อมรับผลที่ตามมาด้วยนะครับ ห้ามโวยวายทีหลัง ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้น เขาต้องรับผิดชอบคนแรกและอาจต้องรับผิดชอบมากที่สุด ในปมเหตุที่ว่ามีทางเลือกที่ดีกว่าแล้วไม่ยอมรับฟังแล้วรั้นจะเอาชนะให้ได้


      แต่ถ้างานนี้เป็นงานกลุ่มที่อยู่กันหลายคนล่ะก็ เรื่องจะง่ายขึ้นเพราะใช้มติกลุ่มตัดสินได้ ถ้าเขาไม่พอใจอยู่คนเดียว เขาก็ควรย้ายกลุ่มครับ ไม่ใช่ทำพังคนเดียว เว้นเสียแต่จะมีเหตุผลที่ดี แล้วกล่อมให้สมาชิกในทีมยอมรับฟังได้ครับ



      การทำงานพวกนี้ผมว่าถ้าเอาเหตุผลเป็นตัวตั้ง เอาเป้าหมายความสำเร็จของงานเป็นตัวยืนพื้น

      แล้วพยายามเกลี่ยนอำนาจบทบาทในกลุ่มให้กระจาย ร่วมคิดร่วมตัดสินใจได้ พวกความเห็นเอาแต่ใจ หรืออคติส่วนตัว มันจะไม่ทำงานพังครับ แต่อาจเป็นชนวนให้หมางเมิน หรือนินทาลับหลังหนักขึ้น


      แต่ก็นะงานสำคัญกว่านี่ ทะเลาะกันเพราะต้องการให้งานออกมาดีที่สุด ผมไม่เคยถือว่าเป็นประเด็นเท่าทะเลาะกันเพราะเรื่องงี่เง่าส่วนตัวน่ะครับ


      และในแวดวงการทำงานจริง คนที่งี่เง่าส่วนตัว มักจะถูกกันออกจากการทำงานในภารกิจต่อไปครับ


      ผมเจอเรื่องเล่าแบบนี้มาพอตัวเลย คืองานบางงานอาจเลี่ยงเขาคนนั้นไม่ได้ หรือไปเจอคนที่ว่าแผลงฤทธิ์ก็จำเป็นต้องยอมไป แต่ถ้ามีงานใหม่มา หรือแม้แต่การประเมินผลงานล่ะก็ คนที่มีอำนาจหรือเจ้านายที่ดีที่มองออกมักแบล็กลิสต์คนกลุ่มที่ว่าครับ คือแจกงานอื่นที่ไม่สำคัญให้ทำไป เพราะรู้ว่าเอาเข้าไปทำงานเดี๋ยวก็ก่อเรื่องอีก


      และบ่อยครั้งที่เขาคนนั้นมักไม่รู้ตัวด้วยสิว่าทำไมถึงถูกกาชื่อ

      เพราะการทำงานหลายครั้งเพ่ือนร่วมงานมักเออออให้จบเรื่องไป ไม่ทะเลาะด้วย โดยที่บางทีตัวการก็ไม่รู้เรื่องคิดว่าเขาเงียบเพราะยอมโอนอ่อนให้ หรือคิดว่าเหตุผลตนเองดีเต็มประดา


      ขณะที่แท้จริงแล้วเพื่อนร่วมงานเขายอมก็เพราะอยากให้งานจบดีๆสักที จะได้ไม่ต้องวุ่นกับหมอนั่นอีกน่ะนะ


      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #6
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ประเด็นแรก


      ถอยออกมาน่ะได้ค่ะ แต่อย่าลืมแชร์ความคิดเห็นด้วยว่า ถอยออกมาทำไม เราตั้งใจว่าจะคุมสติตัวเองและตั้งใจให้เขาใจเย็นขึ้น แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่รู้ด้วยว่าเรากำลังคิดอะไรอยู่ ปัญหาก็ไม่ได้แก้ แถมพอกพูนความรูัสึกที่ไม่ดีให้กับคนร่วมงานด้วย เพราะงั้น ถอยน่ะได้ แต่ต้องไม่ลืมที่จะสื่อสารความคิดของตัวเองค่ะ


      ประเด็นสอง


      หากโปรเจ็กต์นี้เห็นเป้าหมายเป็นสำคัญนะคะ ถ้ามีความไม่เห็นด้วยในเรื่องงาน ก็ต้องแสดงความไม่เห็นด้วยออกไป เพียงแต่ว่าโฟกัสที่งานเท่านั้น เลือกคำพูดให้ดีที่ทำให้ฝ่ายนั้นไม่เข้าใจผิดว่าเราจงใจขัดแข้งขัดขา แต่เรื่องนี้นับว่าเป็นศิลปะด้วย ถ้าขัดแย้งมันทุกอย่าง อันนี้อีกฝ่ายเข้าใจผิดคงไม่แปลก เอาเป็นว่า เลือกเฟ้นเนื้อๆ ที่มันไม่เห็นด้วยแบบจริงจังน่ะค่ะ อะไรหยุมหยิม ไม่ได้เป็นสาระ ก็หยวนๆ ไปก็ได้ค่ะ เพราะนี่ไม่ใช่แค่วิธีการดีลกับคนที่ไม่ถูกกับเรา แต่อีกสองคนที่เหลือก็เช่นกัน (เข้าใจว่าโปรเจ็กต์นี้ไม่มีหัวหน้ามาฟันธง เพราะงั้นก็ต้องใช้หลักเดินหน้าบ้าง ถอยหลังให้บ้าง ก็ว่ากันไป)


      ประเด็นสาม


      เรียกไม่ได้ว่าอีกฝ่ายไร้มารยาทค่ะ เพราะ "อธิบายเหตุผลว่าทำไมไม่เห็นด้วย และรับฟังว่าทำไมอีกฝ่ายไม่เห็นด้วย" แปลว่าเลือกที่จะพูดความคิดตัวเองก่อนแทนที่จะฟังอีกฝ่ายก่อน ไม่แปลกใจหากว่าอีกฝ่ายจะมีปฏิกิริยาต่อต้าน แล้วเดินจากไปค่ะ


      (ลำดับเหตุการณ์ให้ดีค่ะ เพราะจะทำให้กลายเป็นหนังคนละม้วนเอาได้นะคะ ถ้าเราเข้าใจเหตุการณ์ผิด แก้ให้ด้วยนะคะ)


      ควรจะรู้สึกไม่ดีไหม เอาเป็นว่า อีกฝ่ายสำคัญกับเรามากน้อยแค่ไหน ถ้าไม่สำคัญ ไม่เคลียร์ก็ไม่เคลียร์ค่ะ เพราะยังไงเขาก็ไม่ได้มีอิทธิพลอะไรกับเรามากนัก อย่างมากก็แค่จำไว้ว่าแบบนี้ไม่น่ารัก และเราอย่าทำนิสัยแบบนี้ เท่านั้นก็พอ แต่ถ้าเป็นคนสำคัญ เรื่องรู้สึกแย่ มันแย่อยู่แล้วล่ะ แต่ถ้าจะต้องบากหน้าง้อเขา ก็บากไปเลยค่ะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      #7
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ข้อแรก ถ้าเกิดการถกเถียงกัน แนะนำสมาชิกคนอื่นเป็นคนตัดสินค่ะ ถ้ามีหลายคนอาจจะให้ลงคะแนนเสียงแบบไม่ให้ทั้งสองฝ่ายเห็นว่าใครเลือกใครก็ได้ เพราะทำงานกลุ่มมันไม่ใช่เรื่องที่จะมาถกเถียงกันอยู่ด้วยความคิดของคนแค่สองคน จริงๆ แล้วขึนอยู่กับบุคลิกเพื่อนร่วมงานด้วย ถ้าไม่มีใครกล้าตัดสิน เป็นเราเราจะยอมถอยค่ะ แต่ทำให้เขารู้ว่าเราถอยเพราะเห็นแก่งานนะ ไม่ใช่ถอยเพราะยอมเขา ไม่อย่างนั้นก็คงต้องยอมไปตลอดโปรเจค


      ข้อที่สอง ถ้าคนที่ไม่ชอบเราอยู่กลุ่มเดียวกัน แน่นอนว่าจะไปสร้างความเดือดร้อนหรือหาเรื่องกับเขาทำไมคะ? ต่างคนต่างอยู่ดีกว่า คุยกันแค่เรื่องงานและทำส่วนรับผิดชอบของตัวเองให้ดี ถ้าไม่จำเป็นก็จะไม่ออกความคิดเห็นในส่วนความรับผิดชอบของเขาค่ะ แต่ที่ไม่ควรทำแน่ๆ คือการอยู่เงียบๆ แบบไร้ตัวตน


      ข้อสาม เรียกว่าไร้มารยาทมากเลยค่ะ เราอาจจะรู้สึกแย่หรือโมโหก็ได้ แต่ไม่ควรกระชากเขากลับมาคุยให้รู้เรื่องค่ะ เพราะถึงขนาดเดินหนี ในใจคงไม่ยอมลงง่ายๆ อยู่แล้ว ถ้าเป็นเราคงปล่อยไปก่อนแล้วค่อยหาโอกาสอื่นคุยทีหลัง


      ทั้งนี้ทั้งหมดเป็นการอ้างอิงจากนิสัยของเรา ตัวละครแต่ละตัวก็มีนิสัยแตกต่างกันไป อาจจะแสดงออกไม่เหมือนกันและได้ผลลัพธ์ออกมาต่างกันค่ะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #8
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ข้อ1-2 ถูกต้องแล้วนะคะ ความจริงมันไม่มีผิดถูกด้วยซ้ำ เพราะเป็นทางเลือกโดยปกติของมนุษย์อยู่แล้ว

      ข้อ3 นับว่าไร้มารยาทค่ะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #9
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้




      การเลือกถอยออกมาจากการถกเถียงที่เห็นเค้าลางซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้งแตกหักในอนาคต ถือเป็นการกระทำที่ผิดไหมคะ?




      สวัสดีค่ะ



      จากคำถามในหัวข้อของกระทู้นะคะ


      คุณถามมาว่า การกระทำดังกล่าวนี้...


      ...การเลือกถอยออกมาจากการถกเถียงที่เห็นเค้าลางซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้งแตกหักในอนาคต ถือเป็นการกระทำที่ผิดไหมคะ?


      จริงแล้วเจ้าของเม้นต์นี้ มีความสงสัย ในคำว่า ถือเป็นการกระทำที่ผิดไหมคะ?


      คือไม่ทราบว่า ที่คุณถามเข้ามาว่าผิดไหม? นี้นะคะ


      คุณหมายถึงผิดในรูปแบบไหนเอ่ย


      เช่น คุณรู้สึกผิด ที่อ่อนแอ ยอมแพ้ หรือยอมเขา?


      หรือคุณรู้สึกผิดในศีลธรรม?


      หรือคุณรู้สึกผิดต่อหน้าที่ ซึ่งแท้จริงต้องไม่ถอย ?


      หรือว่าคุณเองรู้สึกว่าผิด และโทษตัวคุณเอง เพราะคุณที่ย่อท้อ จนต้องถอย?



      คือจริงแล้วคำถามที่ว่าผิด...ในการถอย ในครั้งนี้ เจ้าของเม้นต์ไม่เข้าใจว่า คุณรู้สึกผิดในจุดไหนค่ะ



      เพราะความรู้สึกที่ว่าผิด หรือไม่ ดังที่เจ้าของเม้นต์นี้จะยกมาเป็นตัวอย่าง ก็สามารถเกิดขึ้นได้ในบางคน เมื่อเกิดการถกเถียงในความขัดแย้งนะคะ



      ทั้งนี้ เจ้าของเม้นต์นี้มีคำตอบ ซึ่งเป็นความคิด และผ่านการกระทำ เป็นประสบการณ์มาเป็นของตนเอง เพื่อแบ่งปันให้คุณค่ะ


      จากคำถามเดิมนะคะ


      การเลือกถอยออกมาจากการถกเถียงที่เห็นเค้าลางซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้งแตกหักในอนาคต ถือเป็นการกระทำที่ผิดไหมคะ?


      ตอบคุณว่า


      ไม่ผิดค่ะ ไม่ผิดต่อเหตุใดๆทั้งสิ้นค่ะ หากคุณต้องการที่จะถอยนะคะ


      หากแต่คุณจะไม่มีโอกาสที่จะได้ฝึกฝน ความหนักแน่น ความอดทน ความอุตสาหะ ค่ะ


      คือคุณจะหมดโอกาสที่จะทดสอบตัวคุณเอง และหมดโอกาสที่จะฝึกฝน เรียนรู้ในเหตุการณ์ดังกล่าวค่ะ



      คุณบอกว่าเป็นงานโปรเจ็ค และมีสมาชิกกลุมเป็นผู้ร่วมงานนะคะ


      และในกลุ่มนี้ โปรคเจ็คนี้ คุณก็ไม่ได้บอกมาด้วยนะคะว่า เป็นงานอะไร สำคัญมากน้อยเพียงไร


      คือ หากจะยกตัวอย่าง เช่น หากเหตุเกิดที่ทำงานของคุณ เพื่อนร่วมงาน มีปัญหาซึ่งเป็นปัญญาส่วนบุคคล เข้ามามีผลต่องาน ดังที่คุณเล่ามานี้นะคะ คุณก็ไม่สมควรถอยค่ะ


      ไม่นะคะ


      ตราบใดที่เป็นงาน เป็นหน้าที่ เป็นภาระ(ซึ่งบริษัทเขาจ้างเราไปทำ เขาจ่ายเงินให้เรา เราต้องแบกหาม และต้องตามแก้ไขปัญหา ไม่ว่าปัญหานั้นๆจะเกิดขึ้นด้วยเหตุใดนะคะ) เพราะนั้นคืองาน คือหน้าที่ คือความรับผิดชอบนะคะ


      และในที่นี้ เพื่อนร่วมงาน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราต้องแบกหามด้วย เพราะแท้จริงเขาเป็นคนงาน เขาก็คือทรัพย์สมบัติ ส่วนหนึ่งของบริษัทด้วยนะคะ


      คือเราๆทุกๆมีความแตกต่าง เราต้องใช้ความยืดหยุ่น และแบ่งรับ แบ่งสู้ค่ะ


      คือต้องหาทางออก ด้วยการนำเขาร่วมทางไปด้วย แบบนั้นค่ะ


      ยกตัวอย่างนะคะบางครั้ง เพื่อนร่วมงานบางคนไม่เห็นด้วย ในโครงการ ในรายละเอียดยิบย่อยของตัวงาน


      ซึ่งเขาหรือก็มีสิทธิ์ มีส่วน มีอำนาจที่ต้องเข้าไปตัดสิน


      หากแต่ปัญหาส่วนบุคคลของเขาก็มี เช่น ความเห็นแก่ตัว ความเชื่อผิดๆ


      หรือที่แย่มากๆ คือความบ้าอำนาจ คือต้องการให้ทุกคนลงความเห็นตามที่เขาต้องการ ทั้งที่เป็นสิ่งที่ผิด


      บางครั้งเขา คนเช่่นนี้ คัดค้านจนเกิดเป็นเหตุทำให้โปรเจ็คล้าช้า งานไม่เดิน บริษัทถูกปรับ ทำให้บริษัทเสียชื่อเสียง ซึ่งหากเราเป็นพนักงานที่ดี มีคุณภาพ เราก็ไม่สามาถปล่อยให้เหตุเช่นนี้เกิดขึ้นได้ เพราะเพื่อนร่วมงานงี่เง่านะคะ


      คือหากมีเพื่อนร่วมงานงี่เง่าแบบนี้ ก็ต้องทุบโต๊ะดังๆ เพื่อปลุกให้เขาตื่นค่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า


      หนีไม่ได้ ถอยไม่ได้นะคะ




      คือหากเป็นเรื่องงาน และเพื่อนร่วมงาน มีปัญหาโดยการไม่มีศักภาพที่จะลงความเห็นร่วมกับผู้อื่นได้


      เราก็ต้องเข็นค่ะ คือต้องอธิบาย ต้องให้เวลาเขานิดนึ่ง และก็บอกความสำคัญ กับเขาไปด้วยว่า การที่เขาเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย นั้นมีผลนะ


      และก็ให้โอกาสเขาเร่งคิด เร่งตัดสินใจในการเข้าร่วม การตัดสินใจ ว่าจะเอาแบบไหนค่ะ


      ในกรณีนี้ คือการแบกหาม เพื่อนร่วมงานไปด้วยนะคะ

      (ทุกวันนี้ทำงานอย่างเดี่ยวไม่ได้เนอะ ต้องแบกเพื่อนร่วมงานงี่เง่าขึ้นบ่า วิ่งขึ้นเขาร่วมไปด้วยกับเรานะ ไม่อย่างนั้นไม่ทันการ จะเสียงาน หรืองานจะเสียค่ะ)


      คือหากเป็นงานประจำนะคะ เราเป็นผู้ใหญ่แล้ว เรื่องแค่นี้ถอยไม่ได้ค่ะ


      ปัญหาเช่นนี้ก็คุณก็ต้องนับรวมไปด้วยว่า เป็นส่วนหนึ่งของปัญญาในงานประจำค่ะ


      ไม่สมควรถอยค่ะ


      หากแต่ ป็นเพียงโปรคเจ็คอดิเรก รวมกลุ่มกันทำอะไรๆเล่นสนุกๆ ซึ่งไม่สลักสำคัญอะไร และเกิดเหตุเช่นที่คุณเล่ามานี้ เพราะเพื่อนมีปัญหาส่วนบุคคล หากคุณรู้สึกว่าไม่เป็นสุข ไม่สนุกสนาน รังแต่ จะมีปัญหา และจะนำมาซึ่งการแตกหัก การถอยห่างออกมาแบบง่ายๆ เงียบๆ ก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดค่ะ


      สงบ เงียบดีนะ


      เม้นต์ยาวๆข้างบนนั้น ตอบแบบรวมๆ จากหัวข้อ ของประเด็นของคุณนะคะ




      และตอบข้อหนึ่งว่า ไม่ผิดนะคะ


      ตราบใดที่คุณรู้สึกว่า คุณมีเหตุผลเป็นส่วนตัว เพื่อคุณเอง ว่าต้องถอย คุณก็ถอย ไม่ผิดนะคะ


      เมื่อรู้สึกไม่ดีนะคะ ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณเองอยู่แล้วค่ะ คุณได้สบายใจ เมื่อถอยออกมาค่ะ




      ข้อสอง ขอนุญาตยกข้อความของคุณมานะคะ เพื่อเห็นโจทน์ของคุณชัดเจนค่ะ


      คำถามข้อที่สอง - ถ้าเราต้องร่วมงานในกลุ่มที่มีคนที่เขาไม่ชอบเราอยู่ การเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการปะทะกับคน ๆ นั้นให้มากที่สุด ( เพราะเรารู้ว่าถ้าปะทะกันมันไม่ใช่จะมีแค่คนสองคนที่ได้รับผลกระทบ แต่คนอื่น ๆ ในกลุ่ม สร้างบรรยากาศที่ไม่ดีในกลุ่มไปอีก )


      และเลือกที่จะอยู่อย่างเงียบ ๆ และสงบ ไม่สร้างความเดือดร้อนหรือหาเรื่องทะเลาะกับเขา ถือเป็นการกระทำที่ผิดไหมคะ?


      จริงแล้วไม่ผิดนะคะ


      หากแต่ในความจริงคนที่เขาไม่ชอบเรา รวมอยู่ด้วยนะคะ ตราบใด


      ตราบนั้นคุณก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ค่ะ


      สาเหตุเพราะเขาไม่ชอบคุณนี้นะคะ ความที่เขาไม่ชอบคุณ นั้น จะเป็นกลไก ที่เขาจะหาเรื่องให้คุณต้องมีอันเข้าไปมีปัญหากับเขาอยู่ไม่ขาด หรือไม่ วันใด ก็วันหนึ่ง คือคุณหลีกเลี่ยงเขาไม่ได้อยู่แล้วค่ะ


      เพราะอาการความที่ว่า ใครคนหนึ่ง ไม่ชอบคนหนึ่ง นั้นก็บอกได้แล้วว่า จะไม่มีวันมีความสงบสุขได้ระหว่างคนสองคนค่ะ


      ไม่ว่าคุณจะทำอะไร อย่างไร หรือไม่ เขาคนที่ไม่ชอบคุณ เขาก็จจะไม่ใยดีที่จะญาติดีด้วย ตราบใดที่เขาไม่ชอบคุณค่ะ


      เพราะอาการที่ว่า ไม่ชอบ หรือเคมีไม่ตรงกันนี้ เป็นอาการของความขัดแย้งอยู่ในตัวตนของมันเองเป็นธรรมชาตินะคะ เจ้าของกระทู้


      เหตุเช่นนี้เป็นความจริงค่ะ


      และหากมีคนสองคนที่เขาไม่ชอบหน้ากันรวมกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสังคมไหนๆ สังคมนั้นๆจะหาความสงบสุขที่แท้จริงไม่ได้เลยค่ะ


      แม้คุณจะพยายามอดทน อดกลั้น หรือหลบเลี่ยง เพียงไร อย่างน้อย คนในสังคมนั้นๆก็สามารถรู้สึกได้ ในเหตุดังกล่าวค่ะ


      คือคนที่เขาไม่ชอบนะคะ เขาก็จะคอยแย้ง คอยเขม่น คอยใส่ร้าย คอยป้ายสี คอยเหน็บแนม คอยนินทาลับหลังอีกคน เป็นปรกติธรรมดาของคนที่ไม่ชอบ อีกคนค่ะ


      ทั้งนี้ ที่เป็นแบบนี้ เพราะเป็นธรรมชาติของอาการความรู้สึกที่ว่าไม่ชอบของคนเรานะคะ


      คุณมีวิธีแก้ไข หรือมีวิธีทำให้เขาเกรงตัวเขาเอง ได้ค่ะ


      คือคุณต้องกล้าเผชิญหน้ากับคนแบบนี้


      นั้นคือคุณเรียกมาคุย สองต่อสอง หน้าต่อหน้า ตาต่อตา บอกเขาไปตามตรงว่าคุณรู้สึกอย่างไร และขอให้เขาละอาย และหยุด และฝึกที่จะให้เกียรติ์คุณ ดังเช่นคน คนหนึ่ง


      คือบอกเขาไปตรงๆเลยนะคะ


      เขาได้รู้ เขาได้ตื่น เขาได้ละอาย


      เขาได้เบิกบานได้เสียทีค่ะ


      เพราะที่ว่าเขาไม่ชอบคุณ เพราะเขาเองที่อาจจะมืดมน และไม่รู้ว่าตนนั้นเป็นเช่นไรต่อผู้อื่น ก็เป็นได้ค่ะ


      วิธีนี้ เราเรียกว่าให้โอกาสเขา และให้โอกาสในการที่เราจะรู้จักตัวเราเองมากขึ้นด้วยนะคะ



      ลองๆนะคะ อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีก็ได้ค่ะ


      เพราะจริงแล้ว คนเรานะคะ ปรกติเราๆจะไม่ติดอคติอยู่แล้ว เป็นธรรมดาค่ะ


      ยิ่งมาวันนี้คนเรามีความรู้สึกเปิดเผย กว้างไกล ยอมรับความแตกต่่าง หรือยอมรับอะไรๆได้มากขึ้น


      คนที่ว่าไม่ชอบหน้าคนนั้น คนโน๊น คนนี้ และคอยหาโอกาสเล่นงานคนที่ตนไม่ชอบด้วย กาย วาจา ใจ มาวันนี้คงมีน้อยแล้วค่ะ


      และที่มีอยู่ และเกิดขึ้นในเขานั้น อาจจะเป็นเพราะเขาไม่รู้ตัวของเขาเองก็เป็นได้ค่ะ


      คุยกันหน้าต่อหน้า ตรงๆ ด้วยไมตรีตรีจิต เพื่อให้โอกาสเขานะคะ



      และ สำหรับข้อสาม ของคุณ


      ตอบว่า


      ตราบใดที่คุณทำดีที่สุดแล้ว คุณต้องไม่รู้สึกแย่สิคะ


      ที่เขาทำไปนั้น เขานะคะ ที่ทำ ไม่ใช่คุณ


      เขาอยากจะเป็นเช่นนั้นก็เรื่องของเขา


      คุณมีค่าพอที่จะปล่อยผ่านค่ะ


      อย่านำมาใส่ใจ



      แต่คู่สนทนากับตัดบทหรือหนีบทสนทนานั้นไปโดยไม่ยอมเคลียร์ให้จบ เราจะเรียกการกระทำนี้ว่าไร้มารยาทได้ไหมคะ? และเราควรรู้สึกแย่ไหมที่อีกฝ่ายทำแบบนี้?



      จงอย่าตัดสินเขาเลยค่ะ คนเราแตกต่างกันได้นะ พยายามเปิดใจให้กว้างๆ และหนักแน่นเข้าไว้นะคะ


      คือเขาอาจจะเป็นคนที่ตัดอะไรๆลงง่ายๆ ด้วยมุมมอง ด้วยเหตุผลของเขาเอง ซึ่งเราไม่รู้ ก็เป็นได้ค่ะ


      คนเราต่างกันได้จริงนะคะ


      จงมีความเชื่อมั่นในตัวตนของคุณเอง ยึดมั่นไว้ว่าเมื่อเราทำดีที่สุดแล้ว ก็ไม่สามารถทำได้ดีไปกว่านี้


      ใครเขาจะญาติดีหรือไม่ หรือเขาจจะเดินหนีไป หรือไม่ ก็เรื่องของเขานะคะ


      อย่านำมาใส่ใจค่ะ





      กระทู้นี้ เป็นกระทู้ดีๆค่ะ



      เม้นต์นี้ก็ยาววว มากๆๆๆ ด้วย จะอ่านไหวหรือไม่นะ





      ทั้งสามคำถามนี้มีประโยชน์มากต่อนิยายเรื่องที่เรากำลังเขียนอยู่ค่ะ ต้องการหาความสมเหตุสมผลอย่างมากที่สุดให้กับการกระทำของตัวละคร ขอบคุณสำหรับทุกคำตอบล่วงหน้านะคะ



      อ้าวว นำไปใช้กับตัวละครหรือคะนี่


      เป็นกำลังใจให้งานเขียนของคุณค่ะ


      https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-01.png





      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #10
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      คำถามข้อที่หนึ่ง - สมมติว่าเราอยู่ในกลุ่ม ๆ หนึ่ง ( สเกลเล็กหน่อยก็อาจจะเพื่อนร่วมทีมทำงานโปรเจกต์ ) แล้วมีสถานการณ์ประมาณว่าเรา และสมาชิกอีกคนมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ทีนี้ความเห็นที่ต่างกันที่ว่าอาจจะเป็น...ตัวอย่างนะคะ เราเห็นว่าใช้สีดำเป็นภาพพื้นหลังในงานโปรเจกต์ดีสุด ในขณะที่สมาชิกอีกคนคิดว่าสีขาวดีกว่า ทีนี้มันก็นำไปสู่การถกเถียงว่าใช้สีไหนดีกว่ากันขึ้นมา แต่ว่า...หลังถกเถียงไปสักพัก เราเริ่มมองเห็นเห็นเค้าลางแล้วว่าอีกคนเขาน่าจะหัวร้อน และถ้าไม่หยุดเถียงกันตั้งแต่ตอนนี้ อาจจะนำไปสู่การทะเลาะกันหนักแล้วเกิดการขัดแย้งรุนแรงและแตกหักในภายหน้า เราซึ่งตระหนักได้ถึงข้อนี้ในเวลานั้น เลยเลือกที่จะถอยออกมาก่อน ( เพื่อควบคุมสติตัวเอง และรอให้อีกฝ่ายเย็นก่อน ) ถามว่าเราตัดสินใจผิดหรือเปล่าคะ


      ผมขอบตอบว่า ในกรณีแบบนี้ ถ้าในกลุ่มมีเพื่อนหลายคน ส่วนใหญ่ตัดสินด้วยประชาธิปไตย ใครเห็นด้วยก็ขอให้ยกมือขึ้น แต่ถ้าทำงานกันอยู่แค่สองคน ควรไปสอบถามรุ่นพี่ที่เคยทำงานอย่างนี้มาแล้วว่า ถ้าทำอย่างความคิดใครจะดีกว่ากัน หรือไปถามอาจารย์แทน สมัยเรียนผมก็ทำแบบนี้ ผมไปถามอาจารย์แทนครับ


      คำถามข้อที่สอง - ถ้าเราต้องร่วมงานในกลุ่มที่มีคนที่เขาไม่ชอบเราอยู่ การเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการปะทะกับคน ๆ นั้นให้มากที่สุด ( เพราะเรารู้ว่าถ้าปะทะกันมันไม่ใช่จะมีแค่คนสองคนที่ได้รับผลกระทบ แต่คนอื่น ๆ ในกลุ่ม สร้างบรรยากาศที่ไม่ดีในกลุ่มไปอีก ) และเลือกที่จะอยู่อย่างเงียบ ๆ และสงบ ไม่สร้างความเดือดร้อนหรือหาเรื่องทะเลาะกับเขา ถือเป็นการกระทำที่ผิดไหมคะ?


      ผมขอตอบว่า ยุติความเกลียดชังชั่วคราว อันนี้สมัยเรียนผมเคยทำงานกับเพื่อนที่เกลียดขี้หน้ามัน แต่ไม่รู้จะทำไงในเมื่อถูกจัดกลุ่มแบบนี้ แต่ก็ไม่ได้ทะเลาะกัน หรือว่ามาขึ้นเสียงใส่กัน เนื่องจากตอนนั้นจัดแจงงานให้กันไปทำเสร็จก็ต่างคนต่างทำ พอทำเสร็จก็เอามารวมกันประกอบเป็นรูปร่าง ขนาดนักการเมืองยังไม่มีศัตรูถาวรเลย ถ้าตกลงกันได้ก็ราบรื่น จริงไหม ?


      คำถามที่สาม - หากเราอยู่ในบทสนทนาที่จริงจัง และเกิดความไม่เห็นด้วยขึ้นมาของผู้ที่สนทนา เราคิดว่าการอธิบายเหตุผลของความที่ว่าทำไมเราถึงไม่เห็นด้วย และรับฟังว่าทำไมอีกฝ่ายไม่เห็นด้วย ถือเป็นการกระทำของคนที่มีวุฒิภาวะ และให้เกียรติคู่สนทนา ( โดยที่ใช้เหตุและผลในการคุยเพื่ออธิบายอย่างใจเย็นและสุภาพ ) แต่คู่สนทนากับตัดบทหรือหนีบทสนทนานั้นไปโดยไม่ยอมเคลียร์ให้จบ เราจะเรียกการกระทำนี้ว่าไร้มารยาทได้ไหมคะ? และเราควรรู้สึกแย่ไหมที่อีกฝ่ายทำแบบนี้?


      ขอตอบว่า ในความรู้สึกส่วนตัวรู้สึกแย่มาก ถ้าไปเจอคนประเภทนั้น แต่ทำไงได้ถ้าอีกฝ่ายเดินหนีไปแล้ว ถ้าเจอแบบนี้ คงต้องยุติการประชุมชั่วคราว จากนั้นเอาไว้คราวหน้าค่อยมาปรึกษาด้วยกันใหม่ เพราะถ้าอารมณ์เย็นลงแล้ว อีกฝ่ายคงจะพร้อมรับฟังมากกว่านี้


      ไม่รู้ว่าช่วยได้บ้างหรือไม่ ? หรือว่ารอคนอื่นมาตอบก็ได้ครับ เผื่ออาจได้ไอเดียดีกว่านี้ครับ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #11
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      กำลังนึกถึงจุดประสงค์เเละประเด็นของคำถามอยู่..

      ตอบกลับ
      • ถูกลบเนื่องจาก:
        IP
        #11-1

        #เอาตรงๆนะอ่านตอนเเรกผมนึกว่าเรื่องจริง

        สรุปโดยรวมผมก็ยังคงไม่เข้าใจจุดประสงค์เเละประเด็นของคำถามอยู่ดีเอาเป็นว่าผมจะเเสดงความคิดเห็นในเเง่ของงานเขียนนะครับ

        ถ้าต้องการเเสดงเหตุผลการกระทำของตัวละครให้มีความสมเหตุสมผล สมจริง สมศักดิ์ สมศรี ก็ถูกครับโดยปกติมนุษย์เราจะหลีกเลี่ยงปัญหาถ้าตัวละครของคุณไม่ใช่บุคลิกเจ้าอารมณ์ เลือดร้อน เอาเเต่ใจ หรือเจ้าคิดเจ้าเเค้น เเต่การที่ตัวละครจะหลบออกมาเพื่อสงบใจตลอดไปมันคงเป็นไปไม่ได้(ไม่งั้นเขาก็ไม่ทะเลาะกันสิ!)


        ผมมองว่าคุณต้องการที่จะสร้างเหตุการณ์ให้ละครสองตัวเกิดการเเตกหักเเต่ตัวเอกของคุณดันเลือกที่จะถอยที่อิงจากความเป็นจริงซึ่งอาจเป็นเหตุการณ์จริงของคุณ เเบบนั้นการทำงานอาจดูเรียบลื่นจนไม่นำไปสู่การเเตกหักอย่างที่คุณหวังไว้ ผมเเนะนำให้เราอาจจะค่อยๆสะสมการทกเถียงกันของตัวละครสองตัวไปเรื่อยๆเพื่อบิ้วอารมณ์ที่จะนำไปสู่การเเตกหักในอนาคตหรืออาจจะเพิ่มฉากที่ตัวละครของคุณไม่อาจหนีออกไปสงบอารมณ์ได้ คือสร้างเหตุการให้เขาปะทะกันตรงๆเพื่อสาเหตุการเเตกหัก รอยร้าวของความสัมพันธ์อะไรก็ว่าไป

        ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #12
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      1.เลือกที่จะไม่เถียงต่อไปถูกต้องแล้วค่ะ ถูกและดีมาก แต่ต้องเลือกให้ถูกจังหวะ เพราะไม่อย่างนั้นจะเหมือนเราหันหลังให้เพราะไม่พอใจได้


      2.ถูกและดีมากค่ะ วางตัวเหมาะสม ไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องทำงาน เราเคยมีคนที่เกลียดและเขาก็เกลียดเรา เคยทะเลาะตบกันมาแล้ว แต่พอถึงเวลางาน ทำงานร่วมกันปกติค่ะ. เรื่องงานพูดคุยปกติ นอกนั้นไม่คุยค่ะ ปัจจุบันยังนับถือที่เขามีความเป็นผู้ใหญ่พอ แยกแยะเรื่อง งาน กับเรื่องส่วนตัวได้


      3.คนๆนั่นไร้มารยาทมากค่ะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      คนอ่านนิยาย..
      Guest IP
      #13
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ผิดครับ.. การกระทำในข้อที่ 1-2 ต่างเป็นการกระทำที่ผิดพลาดทั้งสิ้นครับ เพราะล้วนเป็นการ

      กระทำซึ่งเกิดจากการคิดเองเออเอง ว่าเหตุการณ์และความรู้สึกของคนนั้นคนโน้นจะต้องเป็น

      เช่นนี้เช่นนั้น โดยขาดความตระหนักรู้ต่อหน้าที่ซึ่งบุคลากรทุกคนพึงกระทำ และพึงมีต่อเพื่อน

      ร่วมงานของตนเลยแม้สักน้อย..


      โดยเฉพาะข้อที่ 1. ซึ่งนอกจากความผิดพลาดทั้งสองประการดังที่กล่าวมาแล้ว การกระทำดัง

      กล่าวยังเป็นการบ่งบอกถึงความไร้สติและปัญญา ในการจัดการกับความคิดเห็นที่แตกต่างกัน

      ไม่รู้วิธีการใช้หน้าที่เป็นปัจจัยในการดึงเพื่อนร่วมงานทุกคน ให้มีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ ร่วม

      พิจารณาจุดเด่นและด้อยของความคิดแต่ละแนวทาง อย่างไรเลย..


      ทั้งที่ในกรณีนี้สามารถทำได้อย่างง่ายดาย โดยเพียงมอบหมายให้ใครสักหนึ่งหรือสองคนหรือ

      ตนเองก็ได้ จำลองแนวคิดทั้งสองแนวเป็นชิ้นงานซึ่งเพียงบ่งชี้ถึงจุดเด่น และรายละเอียดของ

      แนวคิดแต่ละแนวพอสังเขปเท่านั้น ก็น่าจะพอให้ทุกคนสามารถนำไปพิจารณา ใช้ประกอบการ

      ตัดสินด้วยความมั่นใจได้แล้ว..


      3.การที่หนึ่งในสองคู่สนทนาลุกออกไปจากวงสนทนาซึ่งยังไม่เคลียร์ ทั้งที่อีกฝ่ายสนทนาด้วย

      ความสุภาพและมีเหตุมีผล เรียกว่าเป็นการกระทำที่ไร้มารยาทหรือไม่? ผู้ที่ถูกกระทำเช่นนี้ควร

      รู้สึกแย่ไหม?


      ตอบยากครับ.. เพราะในเนื้อหาเพียงบอกว่าฝ่ายหนึ่งลุกออกไป โดยที่บทสนทนายังไม่เคลียร์

      เท่านั้น ไม่มีประโยคใดสามารถบ่งชี้ว่าเขาหรือเธอ พูดจาด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย หรือไร้เหตุ

      ไร้ผลแต่อย่างใดเลย ฉะนั้นการลุกไปของเขาหรือเธอนั้น อาจเป็นเพราะประจักษ์แล้วว่า แม้จะ

      พยายามอธิบายด้วยเหตุด้วยผลอย่างไรก็ตาม อีกฝ่ายก็ยังคงยึดมั่นในเหตุและผลที่ตนเชื่อมั่น

      เท่านั้น ก็เป็นได้..


      การสร้างคำถามโดยยกมาเพียงคุณสมบัติด้านดี ๆ ของแค่หนึ่งในสองของคู่สนทนา โดยละเลย

      การกล่าวถึงคุณสมบัติของอีกคน ละเลยว่าความสุภาพไม่ใช่สิ่งที่สามารถบ่งชี้ความถูกต้องหรือ

      ผิดได้..


      ละเลยแม้ความละเอียดอ่อนของเหตุและผล ซึ่งมีเหตุการณ์มากมายหลายสถานการณ์ ที่ไม่อาจ

      ใช้เหตุแค่เหตุเดียวผลเพียงผลเดียว ไปกำหนดว่าคนสองคนจะต้องคิดเห็น ต้องเข้าใจในสาเหตุ

      จะต้องยอมรับผลรับเดียวกันเสมอไป..


      แม้ว่าทั้งสองจะอยู่ในเหตุการณ์เดียวกันก็ตาม ด้วยว่าผู้คนในเหตุการณ์หนึ่ง ๆ ต่างล้วนมีมุมมอง

      ที่เกิดขึ้นจากอิทธิพลของจุดยืนในแต่ละจุด รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ของคนแต่ละคนนั่นเอง ฉะนั้นถ้า

      ต้องการได้คำตอบซึ่งถูกต้องที่สุด ก็ควรแจงรายละเอียดที่คิดว่ามีอิทธิพลต่อคำถามและคำตอบ

      มาให้มากที่สุดครับ..

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      #14
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      จริงๆอยากเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเลยมากกว่าค่ะ เท่าที่อ่านมาเหมือนจะพูดถึงตัวเองใช่ไหมคะ? มีปัญหากับเพื่อนร่วมงานใช่ไหมคะ?


      มาฟังต่ออีกทีผ่านโซเชี่ยลแบบนี้ เราคิดว่ามันมองไม่เห็นภาพหรอกค่ะ เราว่าถ้าฟังต่อมาอีกทีแบบนี้ เปรียบกับการที่ไปอยู่ในสถานการณ์นั้นจริงๆ เราว่าคำตอบมันคงไม่เหมือนกันค่ะ


      โดยปกติแล้ว เราคิดว่า ถ้าสามารถออกมาจากสถานการณ์นั้นๆที่กำลังเผชิญอยู่ได้.. ก็คงไม่ใช่ประเด็นอะไรที่ต้องขบคิดอ่ะค่ะ เพราะเราก็แค่ออกมาได้ง่ายๆ


      แต่ถ้าโลกมันบีบบังคับให้ต้องอยู่ด้วยกันจริงๆ เราว่าบอกเล่าสถานการณ์ให้คนรู้จักในชีวิตจริงจะมีประโยชน์กว่าค่ะ


      ทั้งนี้ทั้งนั้น อยากให้พิจารณานะคะ ว่าปัญหามันเกิดจากเพื่อนร่วมงานหรือว่าตัวคุณเองกันแน่


      เราว่าคนในโซเชี่ยลตอบอะไรไม่ได้มากหรอกค่ะ เพราะเท่าที่รู้จากการเล่าของกระทู้นี้ ก็น้อยเกินกว่าจะให้คำตอบได้ ดีไม่ดีจะเผลอให้คำตอบผิดๆไปอีก

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #15
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เหนื่อยก็พัก ไม่ไหวก็ถอยห่างออกมาบ้างนะลยา ( จำเราได้เปล่า ตึ่งๆ โป๊ะ )

      ตอบกลับ

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป