ซ่อน
แสดง

เทคนิคการแพทย์เล่าสู่กันฟังจากชีวิตการทำงาน [ยินดีให้แชร์]

MT001
Guest IP
วิว
สวัสดีนะน้องๆทุกคน ตอนนี้พี่ทำงานเป็น MT อยู่ รพ.แห่งหนึ่งในกทม. พี่จะเล่าให้ฟังว่าพี่เจออะไรบ้างและได้รับอะไรดีๆจากการทนเรียนวิชาชีพนี้ พี่จะไม่ขอพูดในส่วนรายละเอียดวิชาแล้วเพราะพี่คิดว่ามีกระทู้อื่นเขียนไว้หมดแล้วพี่ขอพูดอะไรที่มันแหวกแนวเป็น MT สมัยใหม่ๆ บ้าง เราให้เห็นถึงชีวิตจริงๆ ส่วนวิชาไว้ไปเรียนในห้องเรียนละกันนะ

ก่อนจะเล่าว่าแต่ละวันพี่เจออะไรบ้าง พี่ขอพูดอะไรบางอย่างที่ MT ต้องมีก่อนน้องคิดจะเรียน

MT ย่อมาจาก Medical Technology แน่นอนมันมีคำว่าเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นน้องจะต้องทันเทคโนโลยีนะคะ ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องมีของแพงๆ หรูๆนะคะ แต่แค่ให้ทัน เพราะปัจจุบันในห้องแล็ปมีแต่เครื่องมืออัตโนมัติเกือบทั้งหมด มันเชื่อมต่อกันด้วยระบบ LIS คะ แล้วส่งเข้า HIS ของ รพ. ซึ่งเราเป็นคนดูแล LIS และทำให้เราจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์คะ ่เช่นถ้าโปรแกรมออกแล็ปมีปัญหาแล้วห้องแล็ปของเราไม่มีทีมช่วยเหลือส่วนนี้ MT จะต้องแก้เองคะ แล้วมันมีพวกภาษาซี ภาษาปาสคาล ภาษาเลขฐาน ซึ่งในหลักสูตร MT ปัจจุบันยังไม่มีบรรจุลงไปนะคะแต่พอทำงานจริงๆเราอาจจะได้เรียนรู้ส่วนนี้ และปัจจุบันมี MT ส่วนหนึ่งที่ผันตัวเองไปร่วมทีมกับบริษัทที่เต็มไปด้วยพวกโปรแกรมเมอร์ โดยเอาความรู้ที่พวกเขาไม่มีในด้านแล็ปไปประยุกต์จนได้โปรแกรมที่มีประสิทธิภาพ สร้างรายได้มหาศาล เพราะเวลาเอาโปรแกรมไปขายตามรพ.ต่างๆ ได้ทีเป็นแสน-ล้านนะคะ แต่มันมีทีมก็โดนหารแบ่งสัดส่วนกันไป
ไม่เพียงแต่เรื่องคอมพิวเตอร์ที่เราจำเป็นเก่งนะคะ การสื่อสารก็สำคัญ เพราะเราต้องเจาะเลือดตามหน้าที่ การเจาะเลือดต้องเจอคนไข้หลากหลายรูปแบบมาก ทั้งน่ารัก เฉยๆ กลัวเข็ม แล้วก็ขี้หวีน ส่วนใหญ่จะน่ารักนะคะ พี่ก็เคยโดนคนไข้หวีนแต่เราต้องใช้ความใจเย็นจัดการกับคนไข้คะ โดยใช้วาทศิลป์ในการพูด และลบออกไปได้เลยนะคะใครคิดเรียน MT เพื่อหนีการพบปะคน อีกทั้งศิลปะตรงนี้ยังเป็นจุดเด่นของ MT อย่างนึงเลยเพราะสามารถไปรับ JOP วันหยุด เจาะเลือดแค่ไม่กี่ ชม. ก็ได้แล้ววันละ ไม่ต่ำกว่า 1,200 บาทซึ่งตอนนี้พี่ก็ตระเวนไปเจาะอยู่
แต่ที่สำคัญที่สุด ที่ MT มีความหมายต่อคนทั้งโลก เราเป็นผู้รู้เรื่องแล็ปดีที่สุด เป็นคนช่วยแพทย์วินิจฉัยโรคได้ดีที่สุด ทำให้การรักษาของแพทย์ถูกทางมากขึ้น ลดทั้งการใช้ทรัพยากรประเทศชาติและภาระค่าใช้จ่ายจากคนไข้จากการถูกรักษาตามอาการโดนแพทย์ ได้บุญ 2 ทางไม่ต้องไปวัดเลยคะ ดังนั้นเทคนิคการแพทย์จึงมีบทบาทมากใน รพ. แต่มักจะถูกลืมอยู่เสมอจนบางครั้งพี่คิดว่าพวกเรายังมีตัวตนอยู่ไหม แต่ช่างเถอะเราทำหน้าที่เราให้ที่สุดก็พอคะ

เข้าเรื่องดีกว่าคะ ตั้งแต่พี่เป็น MT มา 4 ปี ใน รพ. เอกชนแห่งหนึ่งพี่ได้รับและเจออะไรบ้าง
ตอนเช้ามาพี่ต้องเจอคนไข้เป็นร้อยๆ รอเจาะเลือด เจาะกว่าจะเสร็จก็ 9.00 น. หลังจากนี้ก็ยังดีที่รพ.พี่จะให้เป็นหน้าที่พยบ.มาเจาะเลือดแล้วเอามาส่งห้องแล็ปเอง พี่เลยไม่ต้องถูกรบกวนสมาธิจากคนไข้ในการทำแล็ป
จากนั้นก็จะเข้าไปไล่ทำแล็ปตามเวรที่ได้รับแต่ละเดือนกว่าจะทำเสร็จเงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็ เที่ยงกว่าๆแล้ว กินข้าวพักเที่ยง เข้ามาบ่ายก็ต้องทำการบำรุงรักษาเครื่อง ควบคุมคุณภาพเครื่อง ทำ QC มากมายไกร่กรองหมดไปอีก 1 ชม. จากนั้นก็ไล่เก็บตกแล็ปส่วนอื่นๆ ต่อไปจนสี่โมงเย็นพอดี ถ้าวันไหนงานเยอะหัวหน้าก็จะใช้กฎเหล็กพิเศษทุกคนต้องอยู่ทำ OT พี่ก็จะอดกลับบ้าน แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีหรอกได้กลับบ้านอยู่ ถ้าวันไหนพี่มีเวรดึกต่อ พี่ก็จะได้นอนพัก 3 ชม. ก่อนขึ้นเวรต่อตั้งแต่ 19.00-7.00 น. และลงเวรกลับบ้าน แต่ถ้าวันไหนโชคร้ายที่คนทำงานไม่พอ พี่จะต้องทำงานต่อตั้งแต่ 7.00 - 16.00 ต่อแล้วหยุดในวันต่อไป สรุปรอบการทำงานทั้งหมดของพี่คือ 24-45 ชม. ซึ่งไม่ค่อยมีเวลาเป็นของตัวเองสักเท่าไหร่เลย อีกทั้งในสิ่งที่ต้องเจอระหว่างการทำงานก็คือ การทำงานร่วมกับ พยบ. ที่เขาไม่มีพื้นฐานด้านแล็ป เขาจะชอบโทรมาถามอะไรต่างๆ ซึ่งเราต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกับเขานานมาก บางครั้งเราก็โทรไปแจ้งค่าวิกฤตเขาเขาก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง จนบางครั้งทำให้เขามองวิชาชีพเราไม่ค่อยดี สำหรับช่วงเวลาอยู่เวรดึกบางคืนมันไม่มีงานเราก็รับเงินฟรีๆทั้งคืนเลยจ้า แต่บางคืนที่งานเยอะๆ น้องก็จะเจอพวกเคสแปลกๆที่เขาป่วยจริงๆ พี่เคยเจอพวกเคสเป็นโรคเลือดแปลกๆ โรคหัวใจวาย โรคตับ อะไรพวกนี้ แต่ส่วนใหญ่ถ้าเคสหนักจริงๆ รพ.พี่ไม่ค่อยมีหรอก Refer หมด แล้วก็ทุกวันพี่ต้องเจอทั้งเลือด อุจจาระ ปัสสาวะ สารน้ำ อสุจิ สารคัดหลั่งต่างๆมากมาย จ่ายเลือดคนไข้ บลาๆ บอกไว้ก่อนนะใครกลัวเลือด เบรคตัวเองไว้เลยนะ

มาในส่วนของรายได้บ้าง
สำหรับรายได้รวมของพี่ถ้ารวมทุกอย่างต่อเดือนแล้ว 53,200 บาท ต่อเดือนยังไม่หัก ภาษีกับ ประกันสังคม ประกอบไปด้วย
1. เงินเดือนที่รพให้พี่ : 22,000 บาท/ด. (ส่วนนี้มันมีค่าเจาะเลือดเองรวมไปแล้ว และเคสรพ.พี่ต่อวันเป็น400-900 RN.ต่อวัน)
2. ค่าใบประกอบ : 4,500 บาท/ด.
3. ค่าประสบการณ์ปีละ 500 ตอนนี้พี่ได้ = 2,000 บาท/ด.
3. ค่าเวรกลางคืน : คืนละ 1,560 บาท (เฉลี่ยพี่อยู่เวรเดือนละ 8-10 คืน) 15,600 บาท/ด. คนในห้องแล็ปพี่มีกันแค่ 5 คน พวกรุ่นพี่เขาก็ไม่ค่อยอยากอยู่เวรดึกพี่เลยได้เวรประมาณนี้ได้มันขึ้นกับ รพ แต่ละที่ด้วยนะ ส่วนใหญ่พี่จะเสนออยู่ 10 คืนเอง
4. ค่า OT : ชั่วโมงละ 130 บาท (อันนี้พี่ได้เดือนละประมาณ 30 ชั่วโมงถ้าเดือนไหนมี mobile พี่ได้เกือบ 60 ชม.) 3,900 บาท/ด. พวกรุ่นพี่เขาจะอยู่เย็นให้พี่ส่วนใหญ่ เพื่อให้พี่นอนสบายๆก่อนขึ้นเวรดึก เขามีลูกมีสามีกันเขาก็อยากกลับบ้านกันหมด เราคนโสดก็สบายๆเลย
__________________สรุปส่วนที่พี่ได้จาก รพ.= 48,000 บาท_____________
5. ค่า รับ JOP พิเศษเจาะเลือดของพี่ พี่จะมีงานประจำข้างนอกทุกวันเสาร์อยู่แล้วต่อเดือนอันนี้แล้วแต่ความขยันของพี่พี่จะทำไม่ทำก็ได้แต่เดือนๆนึงพี่กำหนดว่าตัวพี่ต้องได้ประมาณ 3 งานตีไปงานละ 1,200 บาท
6. ไปพาร์ไทม์ที่ รพอื่นๆวันละ 800 บาท เวลาได้หยุดช่วงวันธรรมดา เดือนนึงพี่รับแค่ 2 วัน ก็ได้เฉลี่ย 1,600 บาท
____ดังนั้นนรายได้ที่พี่ได้จากงานพิเศษอื่นๆ = 5,200 บาท ถ้าส่วนนี้พี่ขยันหน่อยบางเดือนได้ถึง 12 k. ______________________________________________________________________________

สำหรับเงินเดือนระดับนี้มันอาจจะดูน้อยไปถ้าเอาไปเทียบกับพวกแพทย์ เภสัช แต่อย่าลืมนะคะว่าหน้าที่ที่เขาทำมันก็หนักกว่าเราไปอีก ของเราอยู่ในห้องแล็ปเวลามีปัญหาอะไรก็เป็นจำเลยสุดท้ายคะ หมอโดนก่อนเละสุด แล้วระยะการเรียนของหมอ 6 ปี เทียบเท่า Dr. ของเราเรียน 4 ปี รายได้ครึ่งแสนต่อเดือนถ้าเราขยัน มั่นใส่ประสบการณ์ แถมมีเวลาไปทำอย่างอื่นได้ ไม่ต้องรับแรงกดดันจากคคนไข้มากเท่าหมอ พยบ. เภสัช และ MT มันเป็นวิชาชีพหนึ่งที่สามารถเข้าไปร่วมงานกับอาชีพอื่นได้มากมายบางคนไปเป็น Sale(ไม่ค่อยแนะนำการแข่งจันสูงเครียดมาก) specialis นักเขียนโปรแกรม(อนาคตพี่ว่ารุ่ง) นักควบคุมคุณภาพ(ไปอยู่กับทีมสภาเทคนิคการแพทย์ให้ได้นะ) อาจารย์มหาวิทยาลัย(แนะนำนะ รายได้ดีจริง ไม่ค่อยเสี่ยงด้วย)

พี่ทำมาแล้ว 4 ปีกับ อีก 4 เดือน พี่สร้างรายได้ให้ตัวเอง = 2.76 M (ยังไม่หักประกันสังคม+ภาษีแต่ละเดือน) สำหรับพี่มันเยอะมาก เพราะพี่เติบโตมาด้วยตัวคนเดียวพ่อแม่พี่เสียไปตั้งแต่เด็ก พี่ไปอาศัยกับยายที่นนทบุรี ยายพี่สอนให้ขายของ รู้จักความลำบาก บางวันพี่กับยายขายของไม่ได้พี่ต้องกินข้าวคลุกน้ำพริกน้ำปลากับยาย กินมาม่า พี่พยายามตั้งใจเรียนสุดๆ แล้วเลือกเรียนในสิ่งที่พี่คิดว่ายังไงก็ไม่ตกงาน จนกระทั่งยายพี่เสียไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว พี่ก็ตัวคนเดียว รายจ่ายแต่ละเดือนพี่เลยลดลงไป ดังนี้
1. ค่าผ่อนบ้าน 8,500 บาท/ด. ไม่แนะนำให้ไปซื้อคอนโดนะคะ เพราะเราจะไม่ได้อะไรเลยนอกจากความหรูหรา โฉนดก็ไม่ได้ ขายต่อก็ยาก คิดดีๆก่อนซื้อคะ
2. ค่ากินเที่ยวซื้อของ = 6,500 บาท/ด. (เพราะเพื่อนชอบชวนไปโน่นไปนี่ รายจ่ายตรงนี้มันคุ้มได้นะ)
3. ค่าประกันสุขภาพที่ไม่ใช่ประกันสังคม = เดือนละ 1820 บาท/ด. พี่ทำไว้เวลาพี่ต้องการการรักษาตัวเองที่ดีเอาไว้เข้า รพ.เอกชนหรูๆได้เพราะถ้าเราหายเร็ว เราก็มีเวลาไปสร้างรายได้เร็วเท่านั้น
4. ค่ารถพี่หลากหลายบางวันก็ขับรถยนต์เอง บางวันก็ขึ้่นรถเมล์ รถไฟฟ้า ขั้นเรือเอง เฉลี่ยๆก็ไม่เกิน 3000 บาท/ด. รถพี่ไม่ผ่อนแล้ว แล้วก็ MT ควรจะขับรถเป็นไว้บ้างนะน้องเอาไว้ใช้ประโยชน์เพื่อรายได้ของเรา มอไซอย่าไปขี่นะเพราะเวลาเราเป็นอะไรขึ้นมาคือตายสูงมาก
5. น้ำไฟ พี่ใช้เต็มที่นะเดือนละ 2,000 บาท ค่าเน็ตเดือนละ 699 บ.


พี่เสียค่าใช้จ่ายจากตรงนี้ ไปเยอะพอควร แต่พี่ก็เหลือเก็บราวๆ เดือนละ 30 k. อันนี้คือรายได้สุทธิที่เหลือเก็บจริงๆ สรุป พี่ทำงานมา 4 ปี 4ด. พี่มีเงินเก็บประมาณ 1.30 M บาท. ซึ่งสำหรับพีแล้วมันเยอะและภูมิใจมาก เพราะรากฐานครอบครัวของพี่นับมาจาก 0

สุดท้ายนี้พี่ขอฝากไว้ว่า จะเรียนอะไรก็คิดให้ดีเอาที่ไม่ตกงาน แล้วมีความชอบไปกับมันด้วย แล้วก็เป็นอีกวิชาชีพที่เหมาะกับคนโสด คนภาระน้อย คนที่รากฐานครอบครัวไม่ค่อยมี ค่าเทอมก็กู้ ก.ย.ศ.เอาคะ
แล้วก็เงินเดือนพี่ประมาณนี้ที่รพ. หรือองค์กรอื่นอาจได้เยอะ หรือน้อยกว่าพี่ไม่รู้นะ แต่พี่แค่รู้ว่าขั้นต่ำสำหรับ รพ.ที่เป็นมูลนิธิคงไม่น้อยกว่า 30,000+ แน่นอน ถ้ารวมทุกอย่างแล้ว












ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

13 ความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เด็กดี TCAS

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป